ศิษย์เก่า รีคอฟ ผู้บุกเบิกเส้นทางวนศาสตร์ชุมชน สานต่อป่าชุมชนให้ยั่งยืน

24, April 2020
RECOFTC
พวกเขาเหล่านี้คือผู้บุกเบิกงานวนศาสตร์ชุมชน รวมถึงเป็นเจ้าหน้าที่ผู้สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชีวิตและภูมิทัศน์ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานหลายปี ตอนนี้จะมาย้อนรำลึกถึงความสำคัญของสิ่งที่ได้เรียนรู้จากรีคอฟกัน

วง โสพันหารู้สึกคับข้องใจ เธออยู่ในสำนักงานแห่งหนึ่งไกลจากผืนป่า เธอเป็นผู้หญิงที่เปี่ยมพรสวรรค์และความทะเยอทะยาน และเป็นผู้หญิงคนแรกๆ ในกัมพูชาที่ได้วุฒิการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ป่าไม้ เธอมุ่งมั่นที่จะสร้างความแตกต่าง

หากแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 หรือพ.ศ.2533 สงครามกลางเมืองในกัมพูชายังคงคุกรุ่น มีเพียงเจ้าหน้าที่ป่าไม้ผู้ชายเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานกับชุมชนท้องถิ่นในป่า

“ฉันชอบธรรมชาติและอยากทำงานกลางแจ้ง เพราะมันทำให้ฉันได้พบเจอผู้คนใหม่ๆ และได้เรียนรู้ไอเดียต่างๆ จากผู้คนที่หลากหลาย” วงพูดถึงความต้องการของเธอที่จะทำงานด้านป่าไม้ “ในตอนนั้นยังคงมีการสู้รบกัน พวกเขาคิดว่ามันอันตรายเกินไป แถมที่นั่นยังมีกับระเบิดอยู่เต็มไปหมด”

เมื่อโอกาสมาถึงในปีพ.ศ. 2536 เธอได้เข้าร่วมหลักสูตรเกี่ยวกับการจัดการป่าในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจัดที่ประเทศไทย วงจึงรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ทันที

หลักสูตรนั้นดำเนินการโดย รีคอฟ โดยสอนเกี่ยวกับป่าชุมชน  ขณะนั้นแนวคิดนี้ยังถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในภูมิภาค องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับนานาชาติอย่าง รีคอฟ ช่วยให้หลายประเทศและชุมชนสามารถพัฒนาอย่างยั่งยืนและบรรลุเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการทำให้คนท้องถิ่นและป่าชุมชนเข้มแข็ง ในการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการและสัมมนาต่างๆ ของ รีคอฟ บรรดาเจ้าหน้าที่จากทั่วทั้งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ได้เรียนรู้วิธีการส่งเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่น (ซึ่งมักจะเป็นชุมชนชายขอบ) ในการจัดการ อนุรักษ์ป่าไม้และพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งจำเป็นต่อวิถีชีวิต                                                        

Learn about Vong's experience
 
 

“กัมพูชามีพื้นที่ป่าอยู่มากในทุกจังหวัด นี่เป็นโอกาสที่ฉันจะได้เดินทางไปทั่วประเทศ พบปะชุมชนต่างๆ พูดคุยกับผู้คน พร้อมช่วยเหลือพวกเขา และบอกว่

ฉันมาจากฝั่งรัฐบาล ฉันอยากทราบค่ะว่าพวกคุณต้องการให้เราช่วยเหลืออะไรบ้าง

หลักสูตรสี่เดือนเป็นงานยากสำหรับโสพันหาซึ่งเพิ่งเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ความขยันหมั่นเพียร และความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมชั้นชาวมาเลเซียผู้พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว สุดท้ายเธอก็ประสบความสำเร็จ เธอเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าชุมชนต่างๆ ไม่เพียงจำเป็นต้องอนุรักษ์ป่าไม้เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างรายได้จากป่าไม้แบบยั่งยืนอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่เข้มแข็งมั่นคงและสามารถดูแลป่าไม้ของพวกเขาได้

“ฉันจำได้ว่ามีอาจารย์ท่านหนึ่งจากสหรัฐอเมริกา ท่านสอนเกี่ยวกับธุรกิจของป่าชุมชน เราต้องเข้าใจตลาดและลงทุนเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ ฉันไม่เคยลืมความรู้เรื่องนี้เลยค่ะ”

ผู้หญิงคือส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา

วงและเพื่อนร่วมชั้นของเธอเป็นผู้สำเร็จหลักสูตรรุ่นแรกๆ ของ รีคอฟ  ซึ่งเป็นผู้จัดหลักสูตรนี้และหลักสูตรอื่นๆ มากมายมาเป็นเวลามากกว่าสามทศวรรษ หลักสูตรเหล่านี้ผสมผสานทั้งทฤษฎี การวิเคราะห์ประเด็นปัญหาในระดับภูมิภาค และงานภาคสนามเพื่อให้ผู้เข้าเรียนเข้าใจประเด็นต่างๆ ของท้องถิ่น หลักสูตรของรีคอฟ ได้รับการปรับปรุงให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ และยังคงเสริมสร้างศักยภาพให้แก่บรรดาเจ้าหน้าที่ ณ ขณะที่สถานการณ์ป่าไม้ของภูมิภาคอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลจากการเติบโตของประชากร การพัฒนาอย่างรวดเร็ว และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

เกือบ 30 ปีต่อมา วงได้เป็นเจ้าหน้าที่หญิงอาวุโสที่สุดของสำนักงานกิจการป่าไม้ (Forestry Administration) ของกัมพูชา โดยดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ เธอยังคงทำงานเพื่อสร้างป่าชุมชนในประเทศของเธอ โดยเฉพาะส่งเสริมให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการจัดการท้องถิ่นมากขึ้น

นอกเหนือจากหน้าที่อื่นๆ แล้ว ผู้หญิงมักจะเก็บรวบรวมอาหารจากป่าเพื่อการบริโภคในครัวเรือนและนำไปขาย ส่วนผู้ชายจะทำงานที่ต้องใช้แรงกายมากกว่า เช่น ลาดตระเวนและตัดต้นไม้เพื่อสร้างบ้าน แต่ผู้คนมักมองข้ามทักษะและความรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้หญิง รวมถึงความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้พวกเธอไม่มีบทบาทสำคัญในการวางแผนและปรับใช้แผนด้านการจัดการป่าไม้

วงกล่าวว่า การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างความมั่นใจและทักษะให้แก่ผู้หญิงในการจัดการป่าไม้เป็นเรื่องสำคัญ เช่นเดียวกับการตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศ รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทสำคัญของผู้หญิง

“บรรดาผู้นำชายเป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับชุมชนของตน พวกเขาต้องเข้าใจถึงประโยชน์ของการให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผน เพราะผู้หญิงเป็นผู้ใช้ทรัพยากรป่าไม้คนสำคัญ”

“ ถ้าคุณเขียนรายการสิ่งที่ต้องทำออกมา จะเห็นได้ว่ามีหลายอย่างที่ผู้หญิงจัดการได้” วงกล่าว เธอกำลังพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ว่าด้วยความเท่าเทียมทางเพศในระดับชาติ  จากการสนับบสนุนด้านเทคนิคของทีมงาน รีคอฟ ในกัมพูชา  จะเห็นว่า งานป่าไม้ไม่ได้มีแค่การป้องกันหรือปราบปรามการลักลอบตัดไม้เท่านั้น”

Vong in WAVES
วง (ขวา) ยืนกับแชมเปี้ยน WAVES คนอื่นๆ ที่งานเปิดตัวโครงการ WAVES ในเดือนมีนาคม 2561 WAVES สร้างผู้นำด้านความเท่าเทียมทางเพศทั่วเอเชียแปซิฟิกเพื่อเปลี่ยนแปลงวาทกรรมและการปฏิบัติต่างๆ ทางด้านเพศและการป่าไม้

ศิษย์เก่ารุ่นแรกๆ หลายคนที่สำเร็จหลักสูตรช่วงทศวรรษ 1990 หรือพ.ศ.2533 เช่นเดียวกับวงเดินทางกลับบ้านหลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรมของ รีคอฟ พร้อมความฝันที่จะขับเคลื่อนป่าชุมชนให้ก้าวไปข้างหน้า พวกเขามองว่าป่าชุมชนคือทางแก้ปัญหาเพื่อการปกป้องป่าไม้และช่วยให้ชุมชนเอาชนะปัญหาความยากจนได้

ศิษย์เก่าของรีคอฟ ถ่ายทอดความรู้ใหม่ๆ ให้แก่ผู้ร่วมงาน พัฒนาเครือข่าย และสร้างโครงการนำร่องต่างๆ กับคนท้องถิ่น หลายคน สร้างหน่วยงานทั้งทางการและไม่ทางการภายในกระทรวงต่างๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงนโยบายอันจะนำไปสู่ความร่วมมือในการจัดการป่าไม้แทนที่จะให้รัฐเป็นผู้ควบคุมเบ็ดเสร็จ

เจ้าหน้าที่และบุคคลอื่นๆ มากกว่า 60,000 คนเข้าร่วมหลักสูตรของรีคอฟ พวกเขาเหล่านี้มีผลต่อการบัญญัติกฎหมายและการปฏิรูปอื่นๆ เพื่อปรับปรุงพัฒนาด้านสิทธิครอบครองพื้นที่ป่าไม้และความมั่นคงในชีวิตของคนท้องถิ่น ตอนนี้ผู้คน 5.3 ล้านคนเข้าร่วมป่าชุมชนในพื้นที่ 15 ล้านเฮกตาร์ทั่วภูมิภาค ซึ่งกล่าวได้ว่า การฝึกอบรมของ รีคอฟ ประสบความสำเร็จมากยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

กฎและข้อบังคับที่เข้มงวด

ลาว เซธาพัล ศิษย์เก่าอีกคนหนึ่ง กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายในระยะแรกจำเป็นต้องมีการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของแนวคิดที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแก่เจ้าหน้าที่อาวุโส (บางคนไม่เชื่อเรื่องแนวคิดนี้เท่าไรนัก) รวมถึงชุมชนต่างๆ

ป่าไม้ในกัมพูชาหดหายไปอย่างรวดเร็วในช่วงต้นทศวรรษ 1990 หรือพ.ศ.2533 เนื่องจากบริษัทค้าไม้และการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า รัฐบาลจำเป็นต้องหาทางแก้ไข ในขณะนั้นลาวเป็นเจ้าหน้าที่หนุ่มที่สำเร็จหลายหลักสูตรที่รีคอฟ รัฐบาลไฟเขียวให้เขาและทีมงานพัฒนากฎกติกาและข้อบังคับต่างๆ เพื่อรักษาป่าชุมชนภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย

“นี่คือโอกาสสำหรับคนท้องถิ่น ผู้คนในท้องถิ่นจะได้มีสิทธิจัดการและใช้ป่าไม้ของตน พวกเขาสามารถตัดสินใจว่าจะปกป้องป่าไม้อย่างไรและใช้ทรัพยากรในป่าอย่างไร”

Lao Sethaphal
ลาวเข้าร่วมหลายหลักสูตรของ รีคอฟ เขามีบทบาทสำคัญในการตรากฤษฎีกาย่อยว่าด้วยป่าชุมชนในกัมพูชาในปี 2546 งานของเขาช่วยสร้างกรอบงานด้านป่าชุมชนในประเทศ

รัฐบาลกัมพูชาปรึกษาหารือกับชุมชน ประชาสังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ เพื่อพัฒนานโยบายแห่งชาติ รัฐบาลพิจารณาผลการปรึกษาหารือและในปีพ.ศ. 2546 ก็ได้ตรากฤษฎีกาย่อยให้ป่าชุมชนเป็นนโยบายแห่งชาติภายหลังจากแก้ไขกฎหมายป่าไม้ สามปีต่อมารัฐบาลได้ออกแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ชุมชนสามารถกำหนดและจัดการป่าชุมชน รวมถึงทำให้ป่าชุมชนถูกกฎหมายได้

“มีการปรึกษาหารือหลายต่อหลายครั้งกับทุกฝ่าย ทุกคนบอกเราว่าอยากได้สิ่งนี้ ต้องการเปลี่ยนสิ่งนั้น เราพยายามสร้างความสมดุลความต้องการของทุกฝ่าย ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี”

จากนั้นลาวเริ่มอบรมชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงพื้นที่ป่าไม้ ทุกวันนี้หลายร้อยชุมชนมีข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับรัฐบาลในการจัดการพื้นที่ป่าเพื่อพัฒนาและสร้างความเป็นอยู่ที่มั่นคง

patrol
สมาชิกของชมบก โฮสในจังหวัดเปรียะวิเฮียของกัมพูชากำลังลาดตระเวนป่าชุมชน ซึ่งตั้งอยู่ในเขตรอบนอกของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเบงเปอร์

ปัจจุบันนี้ลาวดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานกิจการป่าไม้ของกัมพูชา ตั้งแต่นั้นมาเขาย้ายมาทำงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย เขาทำงานกับชุมชนต่างๆ อย่างใกล้ชิดเพื่อหยุดการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าซึ่งยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของกัมพูชา เขาเล่าว่าทักษะที่ได้รับจาก รีคอฟ มีประโยชน์ในการนี้เช่นกัน

“ตอนนี้ผมไปตามหมู่บ้านเพื่อจัดหลักสูตรฝึกอบรมเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่เรื่องป่าชุมชน แต่ผมคิดถึงการอบรมของรีคอฟ อยู่เสมอ เช่น วิธีการทำให้ผู้คนมีส่วนร่วม ความสำคัญของการมีส่วนร่วมและความร่วมมือ และวิธีการสร้างความสามัคคีกับชุมชน”

“สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากรีคอฟ คือความสำคัญของการเข้าใจผู้คนท้องถิ่น และวิธีการในการทำความเข้าใจดังกล่าว”

การวิจัยสู่ความสำเร็จ

สำหรับคิม ซาริน เจ้าหน้าที่อาวุโสในกระทรวงสิ่งแวดล้อมของกัมพูชา หลักสูตรของรีคอฟ ปลูกฝังให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาวิจัยซึ่งเป็นกุญแจสู่ความเปลี่ยนแปลง ตลอดหลายปีคิมได้พัฒนาทักษะอื่นๆ จากหลักสูตรของรีคอฟ ซึ่งทำให้เขาสามารถประเมินความต้องการต่างๆ ของชุมชนที่พึ่งพาอาศัยป่า และใช้ตัวชี้วัดที่เหมาะสมในการวัดความสำเร็จของการเข้าแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือชุมชน

“ผมเชื่อในการวิจัย เพราะหากต้องการทำให้ใครสักคนเชื่อคุณ คุณต้องแสดงหลักฐานให้เขาดู” คิมกล่าว เขาทำงานกับชาวบ้านอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยชาวบ้านเพิ่มรายได้ งานวิจัยคือหลักฐานที่คุณจำเป็นต้องมีไม่ว่าคุณจะคุยกับชาวบ้านในชุมชนหรือผู้มีอำนาจตัดสินใจของรัฐบาล ผมยังจดจำการฝึกอบรมที่สำคัญเหล่านี้ได้ดี”

Learn about Kim's experience
 
 

หลังจบจากหลักสูตรของรีคอฟ ในปลายปีพ.ศ. 2533 คิมเริ่มทำงานกับชาวบ้านในหมู่บ้านต่างๆ ในจังหวัดคำพตทางตอนใต้ ซึ่งพื้นที่ป่าถูกทำลายไปมากจากวิถีปฏิบัติที่ไม่ยั่งยืน ทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินซึ่งทำลายนาข้าวในบริเวณข้างเคียง ชุมชนเริ่มทำงานกับผู้แทนของรัฐบาลในการสร้างแผนการปกป้องและปลูกป่าใกล้กับหมู่บ้านของตนเพื่อลดการชะล้างพังทลายของดินและเพิ่มพูนพืชผล

เพื่อตอบแทนที่ชาวชุมชนช่วยอนุรักษ์ป่า พวกเขาสามารถเก็บหน่อไม้และของป่าอื่นๆ รวมถึงฟืนภายในพื้นที่ป่าที่ได้รับการฟื้นฟู ซึ่งช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้ที่มากขึ้น โครงการนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ในปีพ.ศ. 2552 ชาวบ้านเหล่านี้ชนะรางวัลจากเมืองหลวงของประเทศ

“พวกเขาแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้รับกับชาวไร่ชาวนาคนอื่นๆ รวมถึงชุมชนต่างๆ และเจ้าหน้าที่เทคนิค” เขากล่าว “โครงการนี้มีขึ้นเพื่อชักจูงใจผู้คน พวกเขามองเห็นประโยชน์ของการให้ชุมชนปกป้องภูมิทัศน์ของตนเอง”

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกโครงการจะประสบความสำเร็จ แม้ว่ากัมพูชาจะมีความก้าวหน้าในหลายๆ ด้าน แต่บางโครงการถูกลดทอนศักยภาพเพราะการกำกับดูแลที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่บางครั้งการขาดทักษะในการจัดการป่าไม้ก็เป็นอุปสรรคความก้าวหน้าของชุมชน

“สามารถเอาชนะปัญหาต่างๆ ในตอนนี้ได้และการมีส่วนร่วมของชุมชน คือหนทางสู่อนาคตสำหรับการป่าไม้" คิมกล่าวพร้อมสายตามุ่งมั่น 

คิมกล่าวว่า การฝึกอบรมเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายระหว่างชุมชนและเจ้าหน้าที่ เพื่อการแบ่งปันข้อมูลความรู้และร่วมมือกัน 

เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาให้ดูรูปถ่ายชาวต่างชาติใบหน้าเปื้อนยิ้ม พวกเขามาผจญภัยกับโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ดำเนินการโดยคนท้องถิ่นในจังหวัดกำปงสปือ เขาเริ่มสนับสนุนให้ชาวบ้านทำกิจการนี้ในปีพ.ศ. 2541 โดยเริ่มต้นด้วยการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ตลอดหลายปี ทั้งหกหมู่บ้านทำงานร่วมกันเพื่อสร้างธุรกิจนี้ โดยตกลงกันว่าควรจัดสรรรายได้ให้แต่ละครอบครัวเท่าไร ประเมินค่าของการอนุรักษ์และตระเวนป่าควรมีราคาเท่าไร

first course in Cambodia
คิม (บนซ้าย) เป็นหนึ่งในสมาชิก 20 คนแรกของสำนักงานกิจการป่าไม้และกระทรวงสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการฝึกอบรมในกัมพูชา ในรูปนี้เขายืนอยู่กับผู้สำเร็จหลักสูตรแรกของกัมพูชาว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นฐานของชุมชน ซึ่งจัดขึ้นปี 1996

“บางครั้งชาวบ้านก็ขัดแย้งกันเรื่องเงิน และมีปัญหาอื่นๆ อีกเช่นการรุกล้ำที่ดิน แต่เรายังคงทำงานกับชาวบ้านต่อไป เราเรียนรู้จากการลงมือทำ เราจัดประชุมต่างๆ เพื่อหาทางแก้ปัญหา”

ปัญหาด้านความขัดแย้ง

ความขัดแย้งเรื่องป่าเป็นปัญหาที่มีอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากระบบของรัฐในการจัดการป่าไม้ เช่น การอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติ สัมปทานสวนปาล์มน้ำมัน การทำไม้และการทำเหมือง มักจะไม่พิจารณาผลประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่น

หลักสูตรของรีคอฟ ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถลดข้อพิพาทได้ด้วยการให้เครื่องมือและกลยุทธ์ที่ส่งเสริมการพูดคุยและการร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ริกกี้ อลิสกี้ มาร์ติน เจ้าหน้าที่ป่าไม้คนแรกๆ ของมาเลเซียที่สำเร็จหลักสูตรป่าชุมชนหลักสูตรแรกของรีคอฟ ในปีพ.ศ. 2531 กล่าวว่าเขาตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าการบริหารแบบให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมมักจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดความขัดแย้ง

First course at RECOFTC
ในปีพ.ศ. 2531 รีคอฟ จัดหลักสูตรประกาศนียบัตรวนศาสตร์ชุมชนหลักสูตรแรก ตามภาพด้านบน มาร์ติน ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ระดับต้น เข้าร่วมหลักสูตรนี้และนำความรู้ที่ได้รับไปใช้กับการทำงานในรัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย

ตลอดหลายปี เขาและเจ้าหน้าที่ป่าไม้คนอื่นๆ ได้พัฒนาโครงการริเริ่มมากมายแบบให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในรัฐซาบาห์ซึ่งชุมชนพื้นเมืองและชุมชนชนอื่นๆ ต้องพึ่งพาอาศัยป่าและความหลากหลายทางชีวภาพ

หลังกลับมาจากหลักสูตรอบรมในกรุงเทพฯ มาร์ตินซึ่งในขณะนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ระดับต้นได้เป็นผู้นำในการฟื้นฟูลุ่มน้ำสำคัญในเขตป่าสงวนเกอลาวัตซึ่งถูกถางและเผาโดยกลุ่มชาวบ้านจากเขตอื่นเพื่อใช้ทำการเกษตร เขามีส่วนร่วมในการประชุมของหมู่บ้าน ซึ่งในที่สุดชาวบ้านและรัฐบาลก็สามารถตกลงกันได้ว่าจะแยกพื้นที่ป่าประมาณ 200 เฮกตาร์ให้เป็นเขตอนุรักษ์ เขตวนเกษตร และเขตที่อยู่อาศัย โดยให้ชาวบ้านจัดการเขตต่างๆร่วมกัน

“ผมไม่เคยได้ยินเรื่องการร่วมกันจัดการป่าไม้มาก่อนที่จะเข้าร่วมหลักสูตรของรีคอฟ” มาร์ตินพูดถึงโครงการนี้ ด้วยแผนการร่วมกันจัดการป่าไม้ ชุมชนสามารถปลูกยางพารา ไม้มีค่า และผลไม้เพื่อปรับปรุงคุณภาพดิน ปรับปรุงลุ่มน้ำ และสร้างความเป็นอยู่ที่มั่นคง ภายในเขตอนุรักษ์ชาวบ้านมีหน้าที่ต้องปกป้องป่าไม้แต่ขณะเดียวกันก็ได้รับอนุญาตให้ตัดไผ่เพื่อใช้ในครัวเรือน

“ก่อนหน้านี้ไม่มีทั้งผีเสื้อ ตั๊กแตน หรือหมูป่า แต่ในเวลาไม่ถึงสิบปีสัตว์เหล่านี้ก็กลับมาให้เห็นภายในพื้นที่”

มาร์ตินเล่าถึงครั้งที่เขาตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนชุดแรกในซาบาห์เมื่อปีพ.ศ. 2543 มีการประชุมคณะกรรมการหลายครั้งต่อปีเพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในเขตป่าสงวนเดอรามากต ในพื้นที่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ผู้นำชาวบ้านตกลงที่จะช่วยจัดการและปกป้องป่าในบริเวณข้างเคียง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ในเดอรามากตตกลงที่จะลำเลียงน้ำจากแหล่งน้ำในป่ามาใช้ในครัวเรือนของชาวบ้าน อบรมเรื่องความปลอดภัยจากไฟป่า จ่ายค่าตอบแทนให้ชาวบ้านปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ รวมถึงริเริ่มโครงการอื่นๆ เกี่ยวกับวนศาสตร์ชุมชน

“ผมเรียนรู้จากรีคอฟ ว่าทุกฝ่ายจะต้องสื่อสารกันให้มีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของคนท้องถิ่น” ริกกี้ อลิสกี้ มาร์ติน

วนศาสตร์ชุมชน หรือเรียกว่า social forestry ในมาเลเซีย มีความเข้มแข็งมากขึ้น และตอนนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติ โดยมีการพัฒนาแผนปฏิบัติการ 10 ปีเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้มาร์ตินได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าส่วนงานวนศาสตร์ชุมชนของฝ่ายจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ณ สำนักงานป่าไม้ซาบาห์ (Sabah Forestry Department) เขากล่าวว่าความขัดแย้งยังคงเป็นปัญหาใหญ่โดยเฉพาะในหมู่ชาวบ้าน เจ้าของไร่ และเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เขาเชื่อว่าทุกฝ่ายเข้าใจดียิ่งขึ้นว่าป่าชุมชนคือทางแก้ไขปัญหา

“ยังคงมีชาวไร่ชาวนาที่ยากจนในรัฐซาบาห์” มาร์ตินกล่าว “คนเหล่านี้มีจำนวนมากขึ้นแต่ที่ดินสำหรับทำไร่นากลับลดลง ดังนั้นจึงเกิดปัญหาต่อเขตป่าสงวนมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีการบังคับใช้กฎหมายการบุกรุกป่าอย่างรุนแรง จนทำให้เกิดความขัดแย้งต่างๆ กับชาวบ้านในพื้นที่”

“เราจำเป็นต้องมีป่าชุมชนในซาบาห์เพื่อลดทอนหรือแก้ไขความขัดแย้งทางสังคมต่างๆ”

สปป.ลาวเป็นประเทศอาเซียนอีกประเทศหนึ่งที่ทำให้ป่าชุมชนเข้มแข็งขึ้นหลังจากเตรียมการมาหลายปี เมื่อหลายทศวรรษที่ผ่านมาป่าไม้ในลาวลดน้อยลงอย่างมากจากการตัดไม้ทำลายป่าและถางป่าเพื่อการเกษตร รัฐบาลแก้กฎหมายในปีพ.ศ. 2562 เพื่อให้ภาคส่วนป่าไม้มีความยั่งยืนในทางการเงินและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยใช้วิธีการต่างๆ รวมถึงการเพิ่มการจัดการพื้นที่ป่าโดยหมู่บ้าน

บุนพอน เซงทอง ซึ่งได้เข้าร่วมหลักสูตรของรีคอฟหลายหลักสูตร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมป่าไม้ ในสังกัดกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ เขากล่าวว่าหมู่บ้านมากกว่า 1000 แห่งได้ส่งแผนการจัดการให้รัฐบาล แผนเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าหมู่บ้านเหล่านี้จะใช้ทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร เช่น ใช้ในการปลูกไม้สัก

teak
งานระดับชาติของเซงทองในการสร้างแผนจัดการป่าไม้โดยหมู่บ้านช่วยให้ชาวนาอย่างเซียง อัมไพ สิยาลัธ (บน) ปลูกไม้สักได้อย่างยั่งยืนและยกระดับความเป็นอยู่ของตนเอง

“เราจะนำแผนเหล่านี้มาใช้จริงได้อย่างไร นี่แหละคือสิ่งสำคัญ” เซงทองกล่าว และเสริมต่อไปว่าความช่วยเหลือสนับสนุนของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เช่น การอบรมทักษะใหม่ๆ เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ

เตรียมพร้อมสู่อนาคต

สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้  อ.สุรินทร์ อ้นพรม อาจารย์มหาวิทยาลัยก็มุ่งเน้นเป้าหมายในอนาคต ป่าไม้และชุมชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องพบกับปัญหาใหม่ๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงปัญหาเดิมที่มีมานานอย่างการตัดไม้ทำลายป่าและความไม่เท่าเทียม อาจารย์สุรินทร์กล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเตรียมพร้อมให้นักศึกษามีทักษะและความรู้ในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้

“นักศึกษาเหล่านี้คือผู้กำหนดนโยบายในอนาคต” อาจารย์สุรินทร์กล่าว เขาสอนการจัดการป่าไม้ที่คณะวนศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร “หากเราต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงในอนาคต เราต้องเริ่มจากคนรุ่นใหม่”

อาจารย์สุรินทร์ทำงานด้านป่าชุมชนมานานกว่า 20 ปีแล้ว เพื่ออนาคตของชุมชน อาจารย์สุรินทร์ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาเรื่องสิทธิในการครอบครองที่ดินสำหรับชุมชน และรัฐต้องคำนึงถึงสิทธิที่ดินตามจารีต (customary land right) มากกว่านี้

Onprom
อาจารย์สุรินทร์สอนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อไม่นานมานี้เขาได้มีส่วนร่วมในการวิจัยสถานะของการศึกษาด้านวนศาสตร์ชุมชนในอาเซียน

ประเทศไทยเพิ่งบัญญัติกฎหมายป่าชุมชนซึ่งร่างขึ้นครั้งแรกเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว กฎหมายดังกล่าวทำให้คนท้องถิ่นมีสิทธิมีเสียงในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น อาจารย์สุรินทร์กล่าวว่าการตรากฎหมายนี้ไม่เพียงพอที่จะส่งเสริมสิทธิในที่ดินอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มเปราะบางซึ่งอาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติและพื้นที่ป่าอื่นๆ ภายใต้การควบคุมของรัฐมานานหลายชั่วอายุคน

อาจารย์สุรินทร์เริ่มต้นเส้นทางอาชีพจากการเป็นผู้ช่วยวิจัยภาคสนามที่ รีคอฟ กับ อาจารย์สมศักดิ์ สุขวงศ์ ผู้ก่อตั้ง รีคอฟ ส่งเขาไปภาคเหนือของประเทศไทยเพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเองว่าชุมชนพึ่งพาป่าไม้อย่างไรบ้าง

ตลอดเก้าปีที่ รีคอฟ ปลูกฝังความเชื่อว่าปัญหาต่างๆ ต้องอาศัยวิธีแก้ที่แตกต่างกัน รวมถึงผ่านการเรียนรู้จากผู้คนในท้องถิ่น เนื่องจากแต่ละชุมชนล้วนมีเอกลักษณ์ของตัวเอง

ทุกวันนี้ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจารย์สุรินทร์มักอ้างอิงถึงงานภาคสนามและกรณีศึกษาต่างๆ ของรีคอฟ ทั่วประเทศไทยและภูมิภาค เพื่อแสดงให้นักศึกษาเห็นว่าสมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันมีความคาดหวังที่แตกต่างกันอย่างไร ตัวอย่างเช่น ชาวกะเหรี่ยงในดอยสูงทางภาคเหนือของประเทศไทยมีวิถีปฏิบัติเกี่ยวกับป่าไม้ที่แตกต่างจากชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยในที่ราบภาคตะวันตก

“หากเรามีชุมชนที่แตกต่างหลากหลาย นักศึกษาจะต้องเข้าใจว่าแต่ละชุมชนต้องใช้ทางแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน ทางแก้ปัญหาไม่ได้มีเพียงทางเดียว ปัญหาสำคัญข้อหนึ่งของประเทศไทยคือผู้คนมักคิดว่าทางแก้ปัญหาทางเดียวคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่ความจริงแล้วประเด็นสำคัญคือความหลากหลาย”

อาจารย์สุรินทร์เป็นแรงบันดาลใจให้บรรดานักศึกษาซึ่งเป็นสมาชิกชมรมป่าไม้ของมหาวิทยาลัย เมื่อไม่นานมานี้พวกเขาเป็นกลุ่มแรกในประเทศไทยที่ได้เข้าร่วมองค์กรป่าไม้ระดับโลก (ลิงค์)

นักศึกษาเหล่านี้ทำงานอย่างหนักเพื่อให้ได้เป็นสมาชิกของสมาคมนักศึกษานานาชาติเพื่อการป่าไม้ (International Forestry Students’ Association : IFSA) สมาชิกใหม่จะต้องผ่านกระบวนการคัดกรองและประเมินอย่างละเอียด ก่อนที่จะได้เป็นสมาชิก นักศึกษากลุ่มนี้ได้เข้าร่วมงานประสานความร่วมมือที่จัดโดย รีคอฟ ซึ่ง IFSA เข้าร่วมด้วย ในงานนี้ IFSA ต้องการเชื่อมโยงบรรดานักศึกษาจากทั่วโลกผ่านเครือข่ายพันธมิตรที่ IFSA มีอยู่

“นี่เป็นโอกาสอันดียิ่งที่ให้นักศึกษาได้ความรู้และเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ” อาจารย์สุรินทร์กล่าว

อาจารย์สุรินทร์กล่าวว่า เขาฝากความหวังไว้ที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยังคงอาศัยอยู่ในป่า  เมื่อเร็วๆ นี้เขาได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเชียงใหม่ที่สร้างธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชท้องถิ่นซึ่งปลูกโดยชาวไร่ดั้งเดิมภายในป่า

อาจารย์สุรินทร์กล่าวว่า เขาต้องการอุทิศเวลาเพื่อช่วยให้ชุมชนนี้พัฒนาโครงการริเริ่มดังกล่าว โดยอาจจะพัฒนาธนาคารเมล็ดพันธุ์ให้เป็นธุรกิจสร้างกำไรที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่นพร้อมทั้งทำนุบำรุงองค์ความรู้และประเพณีของชุมชน

“ผมอยากช่วยพัฒนาความเป็นอยู่และค้นพบหนแนวทางใหม่ คนเหล่านี้ต้องการกำลังใจและแรงสนับสนุนในด้านอื่นๆ เรายังมีงานต้องทำอีกมากเพื่ออนาคต”

###

ภารกิจของรีคอฟ นั้นเกิดขึ้นได้ด้วยการสนับสนุนหลักจากหน่วยงานเพื่อการพัฒนาและความร่วมมือแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (SDC) และสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสวีเดน (Sida)